4 ผู้ผลิตรถมอเตอร์ไซค์สัญชาติญี่ปุ่น เตรียมยกเลิกขายรถ 20 กว่ารุ่น สิ้นปีนี้

แบ่งปันเรื่องนี้

ในช่วงสิบกว่าปีที่ผ่านมา รถมอเตอร์ไซค์หลายรุ่นต้องถูกตัดวงจรการทำตลาดไป ด้วยเหตุผลในเรื่องการไม่ผ่านมาตรฐานไอเสียจนเป็นเรื่องปกติ แต่ที่กำลังจะไม่ปกติในเร็วๆนี้ก็คือ การที่จู่ๆเหล่าผู้ผลิตสัญชาติญี่ปุ่นก็พร้อมใจกันยกเลิกการขายรถมอเตอร์ไซค์ของตนเองทีเดียวถึง 20 กว่ารุ่น ในสิ้นปีนี้

เกี่ยวกับเรื่องนี้ เป็นการรวบรวมข้อมูลโดยสื่อ ที่ได้มีการเปิดเผยว่า ภายในสิ้นปีนี้ 4 ผู้ผลิตรถมอเตอร์ไซค์ยักษ์ใหญ่สัญชาติญี่ปุ่น ซึ่งมีส่วนแบ่งยอดขายในตลาดโลกรวมกันมากถึง 40% ได้พากันตัดสินใจยกเลิกการขายรถมอเตอร์ไซค์ของพวกเขารวมกันไม่น้อยกว่า 20 โมเดล ในสิ้นปีนี้ ซึ่งคิดเป็นราวๆ 10% จาก 190 โมเดล ที่พวกเขามีวางจำหน่ายในปัจจุบัน

และสาเหตุสำคัญที่ทำให้พวกเขาต้องยกเลิกการขายรถมอเตอร์ไซค์โมเดลเหล่านั้น กลับไม่ใช่เหตุผลเรื่องของยอดขายที่ตกต่ำ แต่เป็นเพราะความเข้มงวดในเรื่องมาตรฐานไอเสียที่เข้มงวดขึ้นมากในปัจจุบัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับมาตรฐานมลพิษระดับ Euro 5 ที่บีบให้ผู้ผลิตต้องปรับจูนรถมอเตอร์ไซค์ของพวกเขาให้ลดปริมาณการปล่อยไอเสียลงถึง 33% เมื่อเทียบกับมาตรฐานมลพิษระดับ Euro 4

แน่นอน จากแต่เดิม ในช่วงของการเปลี่ยนผ่านการบังคับใช้มาตรฐานมลพิษระดับ Euro 3 มา Euro 4 ก็ทำให้รถมอเตอร์ไซค์หลายคัน ไม่สามารถไปต่อได้ เพราะผู้ผลิตมองว่าไม่คุ้มทุนที่จะพัฒนาเครื่องยนต์ของพวกมันให้ผ่านมาตรฐานไอเสียสุดเข้มงวด มาในคราวนี้ สำหรับมาตรฐานมลพิษระดับ Euro 5 ที่เริ่มบังคับใช้กับรถมอเตอร์ไซค์รุ่นเปิดตัวใหม่มาตั้งแต่ปี 2020 และจะหมดเขตการอนุโลมสำหรับรถที่เปิดตัวก่อนหน้าปีดังกล่าวภายในสิ้นปีนี้ ก็ยิ่งทำให้การปรับจูนเครื่องยนต์ของเหล่ารถมอเตอร์ไซค์ค่ายญี่ปุ่นมียิ่งยุ่งยากขึ้นไปอีก

กล่าวก็คือ ในการปรับจูนเครื่องยนต์ของรถมอเตอร์ไซค์แต่ละครั้ง ผู้ผลิตต้องเจอกับข้อจำกัดมากมาย ไม่ว่าจะเป็นการใส่ตัวแคทตาไลติก หรือกรองไอเสีย ที่ ต้องใช้ธาตุ Rare Earth หรือ ธาตุหายาก เป็นวัตถุดิบหลักในการผลิต ให้มากขึ้น ซึ่งเจ้าส่วนประกอบสำคัญนี้ ในปัจจุบันมันมีราคาเพิ่มขึ้นจากปีก่อนๆถึง 3 ไม่ก็ 4 เท่าตัว จนทำให้ต้นทุนในการพัฒนาชิ้นส่วนนี้สูงขึ้นมาก

ไม่เพียงเท่านั้น ด้วยความที่แต่เดิมเครื่องยนต์ของรถมอเตอร์ไซค์ก็ค่อนข้างเล็กอยู่แล้ว การปรับจูนโดยเน้นแต่เรื่องมลพิษหนักๆ ย่อมทำให้สมรรถนะในด้านพลังกำลังของมันด้อยลง จนอาจจะไม่ถูกใจลูกค้าที่ต้องการรถ จะให้ขยายความจุเครื่องยนต์ขึ้นมากไปเพื่อแลกกัน ก็มีโอกาสที่ข้อกฏหมายในหลายๆประเทศจะไม่ยอมรับอีก

ครั้นจะให้ใส่ระบบอัดอากาศเข้ามาก็เป็นเรื่องที่ทำได้ยาก เพราะเกินจำเป็นสำหรับการใช้งาน และเปลืองต้นทุน (ในปัจจุบันมีเพียง Kawasaki ที่ทำกับรถมอเตอร์ไซค์ H2-Series) แม้แต่การแก้ปัญหาอย่างการใส่ระบบ Hybrid เข้ามาเอง ก็ยังเป็นสิ่งที่ใช่ว่าจะทำได้ง่ายๆ เพราะด้วยพื้นที่จำกัด จึงทำให้ไม่สามารถจุแบตเตอรี่ หรือมอเตอร์ที่แรงมากๆได้ขนาดนั้น (แม้แต่ Honda PCX e:HEV เอง ก็มีระบบขุมกำลังลูกผสมที่ช่วยกันทำงานแค่ตอนเร่งแซงในช่วงความเร็วต่ำๆเท่านั้น)

ดังนั้นเราจึงเห็นได้ว่า ในฝั่งผู้ผลิตรถมอเตอร์ไซค์ทั้งหลาย มีข้อจำกัดในเรื่องของการพัฒนาเครื่องยนต์รถมอเตอร์ไซค์ให้ผ่านมาตรฐานไอเสียสุดเข้มงวดที่เยอะมากๆ จึงไม่น่าแปลกใจเท่าไหร่นัก ที่สุดท้ายแล้วพวกเขามีความจำเป็นจะต้องตัดการทำตลาดรถมอเตอร์ไซค์ซึ่งไม่ได้ตอบโจทย์ลูกค้าหมู่มากจริงๆทิ้งไป

เช่น Honda ที่ตัดสินใจยุติการทำตลาดรถมอเตอร์ไซค์ถึง 10 จาก 80 รุ่นที่มีวางจำหน่ายในปัจจุบัน โดย 2 ใน 10 ที่ว่านั้น ก็เป็นรถมอเตอร์ไซค์โมเดลระดับตำนานอย่าง CB400SF/SB กับ Gold Wing, Suzuki เตรียมยกเลิกการทำตลาดรถมอเตอร์ไซค์ 5 จาก 20 รุ่น ที่มี ซึ่งคิดเป็น 25%, Yamaha เตรียมยกเลิกการขาย 2 โมเดล ซึ่งหนึ่งในนั้นคือ FJR1300, ส่วน Kawasaki ยังไม่มีการเผยรายชื่อรถที่พวกเขาเตรียมยกเลิกการทำตลาดอย่างชัดเจนเท่าไหร่นัก แต่ส่วนใหญ่แล้วจะเป็นเหล่ารถมอเตอร์ไซค์ระดับ Full-Size เกือบทั้งหมด อย่างเช่น Z1000 เป็นต้น

ทั้งนี้ ใช่ว่าเหล่าผู้ผลิตสัญชาติญี่ปุ่น จะยอมแพ้การทำตลาดรถมอเตอร์ไซค์ของพวกเขาไปเลย เพราะในขณะเดียวกันพวกเขาเอง ก็กำลังเร่งพัฒนาขุมกำลังแบบใหม่สำหรับผลิตภัณฑ์ของตนเองกันอยู่ นั่นก็คือขุมกำลังไฟฟ้าแบบ 100% หรือ Full-EV ติดก็ตรงที่ จากการสังเกตแน้วโน้มการพัฒนาในปัจจุบัน ดูเหมือนว่าพวกเขายังต้องใช้เวลากันอีกพักใหญ่ถึงจะทำให้รถมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าของพวกเขา มีสมรรถนะและลักษณะการใช้งานที่ดีมากพอ จนสามารถทำตลาดแทนรถมอเตอร์ไซค์ทุกประเภทที่พวกเขามีในปัจจุบันได้

แบ่งปันเรื่องนี้

Comments

comments