Ford Everest Titanium 4×4 หรูสไตล์มะกัน ครบครันความสบาย

แบ่งปันเรื่องนี้

ในบรรดารถ PPV ที่ขายในไทย และได้รับการพูดถึง ตลอดเจนเนอร์เรชั่นที่ผ่านมา คงไม่มีคันไหน มากไปกว่า Ford Everest ที่เข้ามาอยู่ในใจใครหลายคน ในฐานะ รถอเนกประสงค์ จากกระบะที่มีดีกรีที่แตกต่างจากแบรนด์อื่นๆ

Ford Everest 2022 กลับมาในปีนี้ ด้วยการใช้พื้นฐานรวมๆจาก Ford Ranger ใหม่ เหมือนเดิม ด้วยความตั้งใจของทีมพัฒนา ยกระดับรถกลุ่มนี้ให้เหนือชั้นยื่งขึ้นไปอีก จนลูกค้าและแม้แต่ผู้เขียน ยังต้องร้องว้าวๆทันทีที่ได้เห็น

ตัวรถ Ford Everest ที่มาอยู่กับเราในวันนี้ คือ Ford Everest Titanium 4×4 รุนท๊อปสุดของไลน์อัพที่ขายในไทย

ที่เราต้องบอกว่า “ท๊อปสุดของไลน์อัพในไทย” ก็เนื่องจาก ในความจริง ที่ออสเตรเลีย มีการจำหน่ายรุ่นที่เหนือกว่านี้ นั่นคือรุ่น Platinum 4×4 ที่มาพร้อม เครื่องยนต์ V6 และล้อ 21 นิ้ว รวมถึงความล้ำหน้าอื่นๆอีกมากมาย ที่บ้านเราทางฟอร์ด กำลังคิดไม่ตกว่าจะมาขายดีไหม เพราะขายก็ราคาทะลุเลข 2 ล้านบาทแน่ๆ แถมบ้านเราโครงสร้างภาษีใหม่ เน้นการลด ปล่อยไอเสีย ทำให้เจอภาษีเต็มอัตราศึก กอปรกับรถเครื่องใหญ่ก็น่าจะซดน้ำมันเอาเรื่อง

คำถามน่าสนใจ คนไทย จะรับได้หรือไม่ ….

กลับมาว่า ที่รุ่น Titanium กันต่อ , ตัวรถงวดนี้ เห็นหน้า ค่าตา ครั้งแรก ก็ต้องบอกว่า ฟอร์ด พลิกแนวทางจากเดิมคือ แยกหน้าตา ของความเป็นกระบะ กับ PPV ออกจากกัน งวดนี้ เปลี่ยนแนวคิดให้มัน เหมือนกันไปเลย จนเรียกว่าครึ่งหน้า มาจากกระบะแทบทั้งสิ้น

ไม่ว่าจะ ไฟหน้า Matrix LED ลดการแยงตา เวลาขับสวนเพื่อร่วมทาง และในโคมมีไฟส่อง Cornering Light, กระจังหน้า โครเมี่ยม ที่มี แถบ 2 เส้น จะต่างกัน ก็ตรงกริลด้านใน ที่มีการเล่นสีเฉพาะของ Everest เท่านั้น

ช่วงกันชนล่าง ถูกปรับออกแบบ ใหม่ แตกต่างจากเรนเจอร์ อย่างชัดเจน จนมองเผินๆ แทบไม่รู้สึกถึงความแตกต่างกัน

ทางด้านข้าง ล้ออัลลอย 20 ถูกติดตั้ง มากับยาง Good Year Wrangler ชี้ให้เห็นสมรรถนะ ที่พร้อมลุยมากขึ้น ในรุ่นนี้ ทางทีมออกแบบได้ เพิ่มความโดดเด่น ด้วย เส้นโครเมียมรูปตัว C ตั้งแต่ ช่วงประตูหน้า ไปยัน เสา C รับเข้ากับ กรอบกระจกมองข้างโครเมี่ยม

บันได สำหรับปีนขึ้นลง ถูกปรับให้ลึกเข้าไป เพื่อความสะดวกในการเหยียบ ตัวบอร์ด มีขนาดใหญ่ ไม่เพียงเท่านี้ทางทีมออกแบบ ยังจัดการ ช่วงซุ้มล้อให้ดูมีมัดกล้าม ราวกับ พาเอเวอร์เรสรุ่นเดิม ไปเข้ายิมมา และตรงนี้ มีช่องระบายอากาศจากห้องเครื่อง ด้วย

ท้ายรถ มีการเปลี่ยนไปอย่างชัดเจน จากทรงกลม อวบอิ่ม หนนี้ ทางทีม ฟอร์ด มีการเปลี่ยนทำให้มันแบนลง มองแล้ว สปอร์ตมากขึ้น เริ่มจาก ชุดไฟท้าย LED ใหม่ ที่มีการเล่น แถบ 3 ขีด รับ กับ ไฟท้าย บางคนบอก แอบเอาเอกลักษณ์ของมัสแตงมาใช้ นั่นก็คงต้องแล้วแต่มุมมองไม่ว่ากัน

ไฟท้าย เป็นโคมใส ภายในโคม จัดการรมดำ เพื่อเพิ่มความน่าใช้งานมากขึ้น การใส่ใจรายละเอียด เห็น ชัดขึ้น ด้วยการให้ที่กันกระแทกเวลายกของกันชนท้าย มาด้วย ไม่ต้องไปหาติดเพิ่ม ให้วุ่นวายใจ

ประตูท้ายไฟฟ้า ยังให้มาเหมือนเคย งวดนี้ ทำให้มันเปิดด้วยมือ ก็ได้ หรือจะเตะเปิด ก็มีให้ใช้ด้วยเช่นกัน

ห้องโดยสาร ที่หรูขึ้น

ทางด้านในห้องโดยสาร เอียน ฟอสเตอร์ ในฐานะ หัวหน้า โครงการ พัฒนารถยนต์ Next Gen Ford Everest เผยว่า ทีมออกแบบต้องการให้รถ ดูดีกว่าเดิม เข้ามาในห้องโดยสสาร แล้ว รู้สึกหรูหรา มากกว่ารุ่นก่อน

นั่นไม่แปลกใจนัก เพระาในขณะที่ Ford Ranger ใหม่ เรายังว่า มันทันสมัยมากขึ้น งวดนี้ ทางฟอร์ด ได้ จัดการ ทำให้ รถรุ่นนี้ มีความดูดีขึ้นเป็นกอง

ในรุ่น Titanium ทางฟอร์ด ได้จับเอาภายใน ใหม่ เป็นสีโอวัลตินอ่อนมาใช้ จะออกน้ำตาลนวลๆ มาพร้อมการตบแต่งด้วยลายไม้ธรรมชาติ ให้ความรู้สึก ดูดีมากขึ้น ช่วงคอนโซลหน้า แทบจะพูดว่า ยกของ Ford Ranger ใหม่ มาใช้หมด รวมถึง ช่วงคอนโซลกลางด้วย

ส่วนที่แตกต่างกัน มีอยู่ 2-3 เรื่องใหญ่ ๆ

อย่างแรก, ใน Ford Everest คุณจะได้ หัวเกียร์ E Shifter ออกมาให้ดูต่างหน้า ในรุ่น Titanium 4×4 เท่านั้น ซึ่งเราเคยเห็นใน เรนเจอร์ แรพเตอร์เท่านั้น

ประการต่อมา, การวางปุ่มโหมด ที่มีการแยกกับขับเคลื่อน สี่ล้อเดิมนั้น ถูกรวมไปไว้ในปุ่มเดียว ไม่เหมือน ของเรนเจอร์ที่แยกมาต่างหาก บิด คือโหมด ส่วนกด คือ เลือก โหมด ขับเคลื่อนสี่ล้อ

และท้ายสุด การตบแต่งด้วย สีโอวัลติน นั้นทำให้มันดูหรูหราพรีเมียม มีความน่าใช้งานมากขึ้น นั่นเอง

ทางด้านตัวเบาะ ในรุ่นนี้ ให้ปรับไฟฟ้า ทั้ง ฝั่งคนขับ และ ฝั่งคนนั่ง การตัดเย็บเบาะทำอออกมาค่อนข้างดี เบาะนั่งมีขนาดใหญ่ เหมาะกับคนใส่บิ๊ก หรือ ไซส์หมี ตามแต่จะเรียก ถูกใจผู้เขียน ค่อนข้างมากพอสมควร

ส่วนด้านเบาะนั่งแถว 2 ใหม่ทั้งหมด มีการออกแบบ คำนวน การติดตั้งชุดเบาะใหม่ สามารถ เลื่อน เดินหน้า-ถอยหลังได้ ตัวเบาะ สามารถปรับการเอนได้หลายระดับ โดยการเอนมากที่สุด จะเอนราวๆ 45 องศา และ ชันสุด จะอยู่ราวๆ 75 องศา ทำให้นั่งสบายในทุกอิริยาบถ ในการโดยสาร

ในแง่ลูกเล่น สำหรับ ผู้โดยสารตอนหลัง ก็ยังมีช่องแอร์ เป็นแบบแอร์เพดานมาให้ รวมถึง สวิทช์ควบคุมระดับ พัดลมแอร์ ช่องเสียบ USB-A และ USB-C นอกจากนี้ ยังมี ช่องเสียบปลั้กบ้าน 220V ที่ได้รับการ อัพเกรด Inverter จาก 150 W มาเป็น 400 W ช่วยอำนวยความสะดวก ในการใช้งานด้วย

ทางด้าน เบาะแถว 3 ในรุ่นนี้ ยังคงเหมือนเดิม ด้วยลูกเล่นของ เบาะนั่ง ปรับพับไฟฟ้า ใช้งานจากด้านท้ายรถ สะดวกมากๆ ทางทีมงานฟอร์ด ยังทำการปรับปรุง ช่องทางเข้า-ออก เบาะแถว 3 ให้สะดวกมากขึ้นด้วย ส่วนเรื่องของท่านั่งนั่น ในภาพ รวมยังคงเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนแปลงเท่าไร ยังเป็นท่านั่งชันขาขึ้น อาจไม่เหมาะกับผู้ใหญ่ แนะนำ คนที่ควรนั่งเบาะหลัง ถ้าไม่สตรีตัวเล็กมนุษย์ไซส์กระทัดรัด ก็ต้องเป็นพื้นที่ให้เด็กๆ จะเหมาะสมที่สุดครับ

ตรงที่นั่ง มีที่วางแก้วน้ำ พร้อมกับที่วางของ พวกหนังสือ iPad มาให้ด้วย ช่องแอร์ วางตำแหน่งเยื้องไปข้างหน้า เพื่อไม่ให้ลม เป่าโดนหัว

ในส่วน ของห้องสัมภาระ ถ้าใช้เบาะนั่ง ทั้ง 3 ตอน เทียบกับรุ่นเดิม มีพื้นที่ในการโดยสารมากขึ้นอย่างชัดเจน ไม่เพียงเท่านี้ ฟอร์ด ยังใส่รายละเอียด เพิ่มมาให้ ส่วนสำคัญมาจากการซาวเสียงลูกค้า ที่มาทำวิจัยด้วย

ลูกค้าหลายคนบอกว่า รถฟอร์ดดีหลายอย่าง แต่ติดอย่างเดียว เปิดฝาท้าย แล้วขอร่วงกระจายทันที ต้องเอามือยัน ทีมวิศวกร จึงติดที่ดักของ กันของตก ที่เรียกว่า Apple Catcher มาให้ลูกค้า สามารถดักของชิ้นเล็กๆ เช่น ขวดน้ำ ไม่ให้ร่วงลงมาเมื่อเปิดฝาท้าย แต่ถ้า คุณวางของสูงใหญ่ เช่นกระเป๋าเดินทาง อาจจะยังต้องระวัง ของตกลงมา เมื่อเปิดฝาท้าย โดยเฉพาะ ถ้าจอดรถในที่มีการลาดเท กว่าปกติ

การวิศวกรรม

ทางด้าน Ford Everest ในหลักการ ก็คล้าย กับ Ford Ranger ที่ผ่านมือเรามา ทางฟอร์ดพัฒนารถรุ่นนี้บนแพลทฟอร์มเดิม ที่มีการอัพเกรด ให้ตอบสนองในการขับขี่ดีขึ้น ในรหัส T6.3

ทางฟอร์ด ปรับเพิ่ม โดยยืด ล้อชุดหน้าขึ้นมาอีก 50 มม. ทางด้านหน้า ทำให้มีระยะยื่นหรือ Over Hang สั้นลง คล้ายใน Ford Ranger หากเจ้าภูเขาสูงคันนี้ ยังได้รับการเพิ่มระยะห่างระหว่างล้อ (ซ้าย-ขวา) หรือ Track อีก 50 มม.​ ด้วย เพื่อตอบสนองในการขับขี่ ให้ความมั่นคงมากขึ้น

ส่วนที่แตกต่างจาก Ford Ranger สำคัญ รถรุ่นนี้ใช้ช่วงล่างหลังแบบ Watt Link เหมือนเดิม รวมถึง ยังนำเสนอ โช้กอัพ Twin Tube ปกติ ไม่มี โช้ก Monotube ในรถรุ่นไหนเลย

ทางฟอร์ด เผยกับ Ridebuster ว่า โช้กอัพนี้ ทางวิศวกร ทุ่มเทเวลาในการปรับให้มันสามารถตอบสนองในการขับขี่ได้ดีมากขึ้น ทีมงานเปลี่ยนวาล์วภายในโช้ก เพื่อควบคุมการไหลเวียนของน้ำมัน ช่วยให้จังหวะซับแรงกระแทก มีความนุ่มสบายมากขึ้น

นอกจากนี้ ยังเพิ่มขนาดแกนโช้กอัพทั้งหมดให้ยาวขึ้น ทำให้รับการกระแทกจากพื้นถนนดีขึ้น โดยเฉพาะในจังหวะถนนไม่เรียบ หรือ ทางออฟโรด ทำให้ รถสามารถตอบสนองต่อการขับขี่ได้ดีขึ้นในเรื่องความสบาย

ในส่วนของระบบพวงมาลัย ทาง นาย เอียน ฟอสเตอร์ หัวหน้าโครงการ พัฒนา ฟอร์ด เอเวอร์เรส ใหม่ บอกว่า พวงมาลัยไฟฟ้า รุ่นที่ 2 นี้ ถูกพัฒนาให้มันมีความรู้สึกถึงความหนักแน่นในการควบคุม และมีความหน่วงเมื่ออยู่ตรงกลางของการคัดพวงมาลัย หรือ Center Feeling มากขึ้น

แต่เมื่อเรามาคุย ในเรื่องของพละกำลังในการขับขี่ ทางฟอร์ด ใช้ เครื่องยนต์ในไทยขนาดเดียว แต่จะแบ่งเป็น 2 ระดับพละกำลัง ด้วยเครื่องยนต์ 2.0 เทอร์โบชาร์จ โดยเหตุผลที่ทางฟอร์ด ใช้เครื่องยนต์ตัวนี้ มาจากการเปลี่ยนกฏหมายทางด้านจัดเก็บภาษีสรรพสามิตของไทย ไปสู่เครื่องยนต์ที่มีขนาดเล็ก ให้กำลังเยอะ หรือ Down Sizing

สเป็ค ในไทย มีรายละเอียดเดียดังนี้

  • เครื่องยนต์ 2.0 ลิตร เทอร์โบเดี่ยว ให้กำลังขับสูงสุด 170 แรงม้า ทำแรงบิดสูงสุด 405 นิวตันเมตร ส่งลงชุดเกียร์ Select Shift 6 สปีด แนะนำ ใน Ford Everest Trend และ Sport
  • เครื่องยนต์ 2.0 ลิตร เทอร์โบคู่ ให้กำลังขับสูงสุด 210 แรงม้า ให้แรงบิดสูงสุด 500 นิวตันเมตร ส่งลงชุดเกียร์อัตโนมัติ 10 สปีด แนะนำใน Ford Evrest Titanium ทั้ง รุ่นขับเคลื่อนสี่ล้อ และ ขับเคลื่อน 2 ล้อ

นั่นหมายความว่า เครื่องยนต์ ไม่ได้มีกำลังเพิ่มขึ้นจากเดิม แต่ เปลี่ยนมาเป็นเครื่องยนต์เทอร์โบเดียว แทนเครื่องยนต์ 2.2 ลิตร Duratorq รุ่นเดิม ที่วางจำหน่ายอยู่

ส่วน V6 ในบ้านเรา เบื้องต้นปิ๋วไปก่อน แต่กำลังศึกษาความเป็นไปได้ เนื่องจากการเรียกเก็บภาษี อาจทำให้ตัวรถมีราคาแพงมาก จนลูกค้าชาวไทยอาจไม่ซื้อกัน

การทดลองขับ

เส้นทางวันนี้ เป็นเส้นทางที่ส่วนตัว ต้องบอกว่าสั้นมาก เพราะ ที่คุณกำลังจะได้อ่าน หรือ บางท่าน อาจจะดู Youtube มาแล้ว ต้องบอกว่า เส้นทางขับ ของทุกคนเท่ากัน คือ 40 กิโลเมตร เป็นการขับรถ Ford ที่สั้นที่สุด นับตั้งแต่เคยจัดกิจกรรมเป็นต้นมา และ รูปแบบ เส้นทาง เกือบทั้งหมด เป็นถนน แบบเลนสวน ไม่สามารถทำความเร็วได้ จึงมีข้อจำกัดในการวัดข้อมูลต่างๆ มาก

และใน 40 กิโลเมตรนี้ แบ่งเป็นถนนลาดยาง 15 กิโลเมตร ที่เหลือ เป็นเส้นทางออฟโรด บางถนน ต้องตัดผ่านหมู่บ้าน ใช้ความเร็วต่ำ

จึงขอออกตัวก่อนว่า รีวิวนี้ คุณอาจไม่ได้ อะไรจากเราไปมากนัก เพราะข้อจำกัดในการทดสอบบีบเราไว้มากจริงๆ

การขับบนถนน

ออกจากจุดเริ่มต้น เราขับ บนถนนลาดยางในเส้นทาง มุ่งไปตามถนน ที่มุ่งเขื่อนศรีนครินทร์ น้ำตกไทรโยค มุ่งหน้าไปยังทางออฟโรด ที่ทางทีมงานเตรียมเอาไว้

เส้นทางช่วงแรกนี้ เป็นทางตรงยาว ถนนค่อนข้างเรียบ สัมผัสแรก ผมที่รู้สึกได้ทันที่รถแล่นด้วยความเร็ว คือ ระบบกันสะเทือนของรถรุ่นใหม่เปลี่ยนไป มันนุ่มขึ้นสบายขึ้น ทันทีที่คุณขับด้วยความเร็วประมาณ 80 ก.ม./ช.ม. ขึ้นไป จะรู้สึกเลยว่า ฟอร์ด ปรับช่วงล่างให้เหมาะสมกับการโดยสารมากขึ้น

Ford Everest 2022

ลบความกระเทือนจากรุ่นเดิมลงไป โช้กทำงานละมุน สบายไม่ว่าจะเป็นผู้ขับขี่ หรือ คนนั่ง แถมยังเก็บอาการคอสะพาน และ ถนนปะ หลุมเล็กๆได้ดีขึ้น

ยิ่งเมื่อเทียบว่า รุ่น Titanium มาพร้อมล้อ อัลลอย 20 นิ้ว พร้อมกับ ยาง 255/55/R20 ที่มีแก้มยางค่อนข้างเตี้ย รุ่นใหม่ เก็บอาการดีขึ้นเทียบกับรุ่นเดิม

สิ่งที่เปลี่ยนไปในรุ่นนี้ หลายคนอาจไม่ทันสังเกต นั่นคือ ทางฟอร์ด ยกเอาระบบขับเคลื่อนสี่ล้อตลอดเวลา หรือ Full Time 4WD ออกไป

สาเหตุ ก็มาจากการวิจัย กับคนไทย แล้วพบว่า คนไทย จำนวนมากไม่ได้ต้องการระบบขับเคลื่อสี่ล้อตลอดเวลามากเท่าไร รุ่นนี้จึงปรับให้ เป็นระบบ Part Time เหมือน PPV รุ่นอื่นในตลาด

ในยามปกติ มันจะเป็นระบบขับเคลื่อนสองล้อ และ ถ้าผู้ใช้ต้องการขับเคลื่อนสี่ล้อ ก็เพียงกดสวิทช์เอาตามต้องการ ในโหมด 4 Hi สามารถเข้าได้ทันทีในความเร็วไม่เกิน 90 ก.ม./ช.ม.​ ส่วนการเข้าสู่โหมดขับเคลื่อนแบบ 4 Low ต้องเข้าเกียร์ว่างก่อน จึงจะทำการปรับโหมดให้ (ซึ่งเป็นเรื่องปกติอยู่แล้ว เพราะถ้าปรับได้ขณะที่รถวิ่งอยู่ ด้วยอัตราทดของเฟืองเกียร์ที่ต่างกันมาก มีหวังเครื่องพังแน่นอน)

Ford Everest 2022

การกลายเป็นรถขับเคลื่อน 2 ล้อ มีข้อดีตรงให้ความประหยัดน้ำมันดีกว่า การขับเคลื่อนสี่ล้อตลอดเวลา ในทางกลับกัน ในเส้นทางคดเคี้ยว อย่างการเข้าโค้ง ความมั่นใจจะลดลงไปเล็กน้อย แต่มันก็ทดแทนด้วยช่วงล่างที่เฟิร์มขึ้น จนกล้าจะเล่นแรงกับโค้ง แต่วันนี้ที่ขับ ทางส่วนใหญ่เป็นเส้นตรง วิ่งยาวๆ พอทางโค้งก็ใช้ความเร็วไม่ได้มาก จนเท่าการใช้งานจริงของผู้ใช้ จึงไม่มีโอกาสให้ผู้ทดสอบได้เค้นสมรรถนะในด้านดังกล่าวเท่าไหร่นัก

ส่วนพวงมาลัย ต้องยอมรับว่า รุ่นนี้ทางฟอร์ด เซทให้มีน้ำหนักมากขึ้น แต่การบังคับเลี้ยว เฉียบคมขึ้น พอหลุดจากตำแหน่งตรงกลาง รถจะเปลี่ยนทิศทางอย่างว่องไว ระยะฟรีตรงกลางน้อย แต่นิ่งกว่าเดิม เหมาะสมกับการขับทางตรงๆ ยาวๆ

เรื่องกำลังเครื่องยนต์ สบายหายห่วง ขุมพลัง 2.0 เทอร์โบคู่ เหยียบไปตามคิด วิ่งตามใจอยู่แล้ว สิ่งที่ต่างดูเหมือนงวดนี้ ทางวิศวกร จะเซท ให้เกียร์ต่ำต่อไปยังเกียร์สูงสุดเร็วขึ้นกว่ารุ่นเดิม

Ford Everest Titanium 4X4 review

พอเราจะเร่งแซงแค่เหยียบคันเร่งไป 10-15% เครื่อง จะทอนเกียร์ลงเอง ไปยัง อัตราทด 9 และ 8 ตามลำดับ เพื่อรีดกำลังแรงบิดสูงสุด ช่วยทะยานตัว ร่างยักษ์ให้แคล่วคล่องว่องไว ไปตามใจผู้ขับขี่

ในการขับทางเรียบ ผู้ขับขี่ มีโหมดให้เล่น 2 โหมด จาก 6 โหมด ได้แก่ โหมดปกติ และ โหมดประหยัด

เมื่อขับโหมดประหยัด รถจะปรับการตอบสนองของคันเร่งให้เชื่องลง อยากจะเร่งก็ต้องกดคันเร่งลึกขึ้น ผมว่ามันดี สำหรับการขับทางยาวใช้ความเร็วคงที่ เช่นมอเตอร์เวย์ ผมแอบเสียดาย ที่ ฟอร์ด มองข้าม การใส่โหมดสปอร์ต มาให้

วันนี้ได้ขับสั้นๆบนนถน สิ่งที่ผม ประทับใจ คือ ช่วงล่างรุ่นใหม่ ที่มีความนุ่มสบาย และขับง่ายขึ้น ลดความกระด้างไปได้พอสมควร

วิศวกร คงไม่เคยเจอ ตอนเมียโมโหหิว หรือ โกรธ ต้องรีบกลับไปอ้อน จนอยากบอกว่า ที่จริง รถครอบครัวแบบนี้ ควรมีโหมดสปอร์ตมาให้ ซึ่งในเรนเจอร์ ก็เหมือนจะมีนะ

ทางออฟโรด

การลองขับครั้งนี้ ทางฟอร์ด ดูต้องการจะโชว์ศักยภาพในการลุยให้นักข่าวประจักษ์ ว่า เฮ้ย!! ถึงจะหรู ก็ลุยได้นะ

เส้นทาง วันนี้ไม่ได้โหดแบบกระบะ เป็นทางแนวลูกรัง มีให้ไต่บางนิดหน่อย พอหอมปากหอมคอ คงความเป็นรถ SUV ที่คนใช้ คงไม่เอาไปบุกป่าฝ่าดงให้เสียราคา เป็นเส้นทางแนวเศรษฐีภูธร ต้องมีผ่านไปบ้าง และเจอได้บ่อย ถ้าคุณบังเอิญ​หลงทางกับ Google Map

Ford Everest Titanium 4X4 review

ด่านแรก ทางลูกรัง ตรงนี้ Ford Everest โชว์ ศักยภาพ ช่วงล่างออกมา ทางลุยหินเยอะหลุมแยะ ช่วงล่างตอบสนองในการขับขี่นุ่มสบาย เหมือนเดิม ส่วนสำคัญมากจากช่วงล่างที่เซทมานุ่มมากขึ้น

เมื่อวิ่งด้วยความเร็ว สัก 20-30 ก.ม./ช.ม.​เทียบกับรุ่นเดิม ค้นพบว่า ตัวใหม่ตอบสนองดีกว่ามาก เป็นเซทติ้งช่วงล่างที่เหมาะกับทางลุย

พวงมาลัยในทางฝุ่นแบบนี้ เซทติ้งมั่นใจ อาการสะเทือนจากช่วงล่างมาพวงมาลัยน้อย ทำให้ผู้ขับขี่บังคับรถมั่นใจ และทิศทางที่แม่นยำมากขึ้น ทำให้สามารถกะจังหวะ ในการบังคับไปตามไลน์การลุยได้ง่ายขึ้นด้วย

Ford Everest Titanium 4X4 review
การลุย ในรถรุ่นใหม่ง่ายขึ้น เนื่องจากโหมดต่างๆ จะเข้าระบบที่จำเป็นมาให้ทันที

ขุมพลังเทอร์โบคู่ ปั้นแรงขับสูงสุด 500 นิวตันเมตร ที่ 1,750-2,000 รอบต่อนาที ช่วยให้การฝ่าอุปสรรคง่ายมาก ไม่ว่าจะการไต่เนินชัน ไปจนถึง การฝ่าอุปสรรคทำได้ง่ายมากๆจนบางทีรู้สึกว่ามันง่ายไปด้วยซ้ำ

ส่วนสำคัญ มาจากการติดตั้งโหมดการขับขี่มาให้ใช้ลุย เช่น โหมดทางลื่น ,โหมดโคลนร่อง และ โหมดทราย

แต่ละโหมด จะออกแบบมาให้เสิร์ฟผู้ขับขี่ เป็นแพ็คเกจ ตามการตั้งค่าของทางฟอร์ด เช่น

โหมด โคลน-ร่อง ระบบ จะใส่ระบบ ดิฟล็อคมาให้เลย อัตโนมัติ
โหมด ถนนลื่น จะใส่ 4Hi มาให้ และ ผู้ขับขี่ สามารถเลือกเป็นขับเคลื่อน 2 ล้อได้ ด้วย

วันนี้ เรายังไม่ได้ลอง 2 โหมด คือ โหมดลากจูง และ โหมดทราย ที่มีการปรับเซท ให้เหมาะกับการใช้งาน มากที่สุด ตามความต้องการ

ส่วนเรื่องการลุยน้ำ ยังเหมือนเดิม สามารถตะลุยได้ 800 มม. ซึ่งมากพอ สำหรับการผ่านเส้นทางอุปสรรคทั่วๆไป และแน่นอนว่ารวมถึงเหตุการน้ำท่วมทั่วๆไปในเมืองไทยด้วย

สรุป Ford Everest Titanium 4X4 หรูพร้อมลุย นั่งสบายกว่าเดิม … แต่ขอลองมากกว่านี้ อีกหน่อย

วันนี้ นั่งหลังพวงมาลัย Ford Everest เพียง ราว 60 นาที โดยกว่า 40 นาที อยู่ในทางลุยออฟโรด

สิ่งที่เราบอกได้ในเวลานี้ คือ Ford Everest ใหม่ ถูกปรับปรุงมาให้มันนั่งสบายมากกว่าเดิม พอสมควร ไม่ว่าจะทางถนน หรือในทางที่ต้องสมบุกสมบัน ลุยไปด้วยกันทั้งครอบครัว ก็ตาม

นอกจากนี้ มันยังดูหรูหราขึ้นทั้งภายนอก-ภายใน ดูดีขึ้นกว่ารุ่นเดิมพอสมควร

ภายนอก ได้ความเป็น SUV อเมริกัน คมเข้ม ดุดันและคันใหญ่ ภูมิฐานพอสมควร ตั้งแต่แรกเห็น ไม่ว่าใครก็สะดุดตา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สีดำ ยิ่งดูดีดคมเข้มอย่างมาก

ส่วนภายใน ก็หรูหรา ดูดี โดยเฉพาะ การให้จอดิจิตอลทั้งหมด น่าจะถูกใจผู้ใหญ่ที่อยากได้ ชุดจอชัดเจน บอกข้อมูลชัดๆ ทั้งโหมดการทำงาน ,​ความเร็ว หรือ รอบเครื่อง เป็นหนึ่งในการปรับปรุงที่ดีมากๆ

ตลอดจน ภายใน สีโอวัลติน หรือ ที่เรียกว่า สี ครีมพราลีน ช่วยเพิ่มความดูดีน่าใช้ และเหมาะกับรถที่ต้องพร้อมลุย ไม่ดูสกปรกง่าย เพียงแค่ต้องเพิ่ม 10,000 บาทเท่านั้น

อย่างไรก็ดี เราอาจจะไม่ได้พูดในรีวิวเลย แต่ รถคันนี้ ยังเด่นด้วยความทันสมัย เช่น ระบบ Ford Pass ช่วยในการควบคุมรถจากแอพพิเคชั่น ,​ระบบช่วยถอยจอด รุ่นใหม่ ที่ทำงานได้ครบจบทุกกระบวนการ เพียงเราแตะปุ่มเท่านั้น และยังมีความปลอดภัยมากมาย เช่น

  • ระบบหยุดอัตโนมัติ เมื่อพบสิ่งกีดขวาง
  • ระบบเตือนการชนทางด้านหน้า
  • ระบบช่วยหักพวงมาลัย เพื่อเลี่ยงการชน
  • ระบบควบคุมรถให้อยู่ในช่องทาง การขับขี่

ทั้งหมดนั้น ทำให้ Ford Everest เหมาะสม กับความเป็นรถเพื่อการเดินทางสำหรับครอบครัว ครบเครื่องเรื่องความปลอดภับ นั่งสบายมีสมรรถนะดี และพร้อมลุยมากขึ้น

เพียงแต่ สิ่งที่เราพูดในวันนี้ เป็นเพียงส่วนหนึ่งของ รถรุ่นนี้ คงต้องรอจนกว่า เราจะได้ มีโอกาสนำมันมาขับใช้งานจริงๆ บนถนน คงจะมีอะไรมาเล่ามากกว่านี้

เรื่องและขับทดสอบ โดย ณัฐยศ ชูบรรจง
ขอบคุณ ฟอร์ด ประเทศไทย ที่เชิญเข้าร่วมกิจกรรม ทดสอบ Ford Everest ในครั้งนี้

แบ่งปันเรื่องนี้

Comments

comments