2024 Chevrolet Blazer EV เอสยูวีไฟฟ้าน้องใหม่ พกม้าสูงสุด 565 ตัว

แบ่งปันเรื่องนี้

ราวกับว่าหลังจากที่ Chevrolet ได้ถอนตัวจากประเทศไทยของเราไป นับแต่นั้นพวกเขาก็มีรถยนต์ที่น่าสนใจเผยโฉมออกมาให้เราได้เกิดกิเลสมากขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับ 2024 Chevrolet Blazer EV เอสยูวีไฟฟ้าน้องใหม่ ที่พกแรงม้าสูงสุดมากถึง 565 ตัว คันนี้

2024 Chevrolet Blazer EV ถูกสร้างขึ้นบนพื้นฐาน Ultium platform เช่นเดียวกันกับ Chevloret Silverado EV และคู่แฝดร่างเล็กกว่าของมันอย่าง 2024 Chevloret Equinox EV โดยที่มันไม่ได้มีความเกี่ยวข้องใดๆกับ Chevrolet Blazer รุ่นวางเครื่องยนต์สันดาปภายในเลยแม้แต่น้อยนอกไปจากชื่อรุ่น

ดังนั้นแม้ว่าหน้าตาของ Blazer EV จะมาพร้อมกับเส้นสายทางด้านข้างที่ไม่หนีไปจาก Blazer รุ่นเครื่องยนต์สันดาปภายในเท่าไหร่นัก แต่ถ้าเราลงไปที่รายละเอียดต่างๆของตัวรถจริงๆ ก็จะพบว่าเจ้าครอสโอเวอร์ไฟฟ้าคันใหม่นั้น มีหน้าตาที่ดูดุดันและล้ำสมัยกว่าอย่างเห็นได้ชัด

ทั้งจากงานออกแบบกันชนหน้าและกระจังหน้าที่ดูมีความซับซ้อนมากกว่า เสริมด้วยแถบไฟหน้าที่ต่อแถบไฟ DRL ตัดผ่านด้านหน้าตัวรถมาจนถึงตราโบว์ไทด์ประจำแบรนด์ตรงกลาง, แม้แต่ชิ้นแก้มข้างช่วงหลังซุ้มล้อหน้าเอง ก็ยังมีการเปิดช่องรีดอากาศเอาไว้

นอกจากนี้หากเป็นรุ่นตัวแรง รหัส SS ยังมีการเล่นสีทูโทนตามชิ้นส่วนต่างๆไม่ว่าจะเป็นชายล่างประตู แนวหลังคา หรือแม้แต่ชุดล้อ ซึ่งทั้งหมดก็เพื่อทำให้ตัวรถดูมีมิติมากยิ่งขึ้น แถมยังเสริมด้วยชุดล้ออัลลอยด์ขนาดใหญ่ถึง 22 นิ้ว ติดตั้งมาให้ตั้งแต่ออกโรงงานอีกต่างหาก

ขณะที่งานตกแต่งภายในต่างๆของมันเอง ก็ยังคงถูกตกแต่งให้ดูทันสมัย ไม่ได้พยายามล้ำ หรือหวือหวาจนเกินไปเหมือนที่รถไฟฟ้าหลายคันพยายามจะเป็น ดังนั้นบรรยากาศที่เห็นจึงดูค่อนข้างคุ้นเคยกันอยู่บ้าง ด้วยลักษณะเส้นสายชิ้นส่วนต่างๆ ตั้งแต่ แผงข้างประตู, เข้าสู่คอนโซลกลาง, ปุ่มกดต่างๆ, แม้แต่ช่องแอร์ก็ด้วย

และแน่นอน เพื่อให้ตัวรถดูเหมาะสมกับความเป็นรถยนต์ที่จะวางขายจริงในระยะเวลาอีกปีกว่าๆ (จริงๆก็ขายแบบเปิดรับจองแล้ว แต่กว่าจะส่งมอบได้คือช่วงปลายปีหน้า) มันจึงมาพร้อมกับหน้าจอแสดงผลข้อมูลตัวรถขนาด 11 นิ้ว ซึ่งจะต่อเป็นกรอบเดียวกันกับจออินโฟเทนเมนท์ขนาดใหญ่ถึง 17.7 นิ้ว เอาไว้

ส่วนระบบและออพชันอำนวยความสะดวกสบายให้ผู้ใช้ก็มีตั้งแต่ การสตาร์ทรถโดยไม่ต้องกดปุ่มสตาร์ท เพียงแค่พกกุญแจไว้กับตัว เดินเข้ามา นั่งบนรถ แล้วเหยียบแป้นเบรก ตัวรถก็จะพร้อมทำงานในทันที, เบาะนั่งแถวหน้า ปรับด้วยระบบไฟฟ้า, พอร์ทชาร์จไฟแบบ USB Type-C สำหรับทั้งผู้โดยสารตอนหน้า และตอนหลัง, ช่องแอร์เพิ่มสำหรับผู้โดยสารตอนหลัง

ไม่เพียงเท่านั้นยังมี ระบบ Super Cruise semi-autonomous driving system หรือระบบช่วยขับอัจฉริยะ ที่ทำให้ผู้ใช้สามารถเดินทางโดยปล่อยให้รถพาคุณเดินทางไปไหนต่อไหนได้ด้วยตนเอง โดยไม่ต้องจับพวงมาลัย ตลอดเส้นทางรวมกว่า 321,869 กิโลเมตร ในประเทศสหรัฐอเมริกา และแคนาดา

เสริมด้วยระบบ Chevy Safety Assist ซึ่งประกอบไปด้วย ระบบ Automatic emergency braking, Forward collision alert, Front pedestrian braking, Following distance indicator, Lane-keep assist, Lane departure warning, Smart headlights, Reverse automatic braking และ Park assist ยังไม่นับรวมระบบความปลอดภัยพื้นฐานอีกมากมาย ทั้ง Traction Control, Stability Control และอื่นๆอีกมากมายที่รถยนต์ยุคปัจจุบันควรมี ก็ถูกใส่มาให้เช่นกัน

หัวใจสำคัญที่สุดของตัวรถรุ่นนี้ แน่นอนว่าต้องเป็นเรื่องของขุมกำลัง ซึ่งหากเป็นรุ่นท็อปสุดรหัส SS ก็จะใช้มอเตอร์ไฟฟ้า 2 ตัว เพื่อขับเคลื่อนชุดล้อคู่หน้า และคู่หลัง โดยมันจะให้พละกำลังสูงสุดรวมกันที่ 565 แรงม้า PS กับแรงบิดสูงสุดอีก 878 นิวตันเมตร ทำให้รถสามารถตะกายจากหยุดนิ่งถึงความเร็ว 96 กิโลเมตร/ชั่วโมง ได้ภายในระยะเวลาต่ำกว่า 4 วินาที (แต่ต้องเป็นการเปิดโหมด Wide Open Watts เท่านั้น หากเป็นโหมดการใช้งานปกติ ระบบจะไม่เค้นสมรรถนะรถขนาดนี้ เพื่อรักษาอายุการใช้งาน)

ด้านแบตเตอรี่เอง ทาง Chevrolet ไม่ได้มีการเปิดเผยความจุของปริมาณไฟออกมา เพียงแต่ระบุว่า ระยะทางในการใช้งานสูงสุดของมัน คือ 290 ไมล์ หรือราวๆ 467 กิโลเมตร ในรุ่น SS ซึ่งเป็นรุ่นที่แรงที่สุด หรือหากเป็นรุ่นที่แรงน้อยลงมาหน่อย อย่างรุ่น RS ก็จะสามารถวิ่งได้ไกลถึง 320 ไมล์ หรือราวๆ 515 กิโลเมตร ด้วยแบตเตอรี่ขนาดเท่ากัน ส่วนรุ่นเล็กสุด LT1 จะได้แบตเตอรี่ที่รองรับระยะทางในการใช้งานสูงสุด 247 ไมล์ หรือราวๆ 397 กิโลเมตร แต่รถทุกคัน จะรองรับการชาร์จไฟกลับสูงสุดแบบ DC fast charger แรงขับสูงสุด 190 kW

โดย 2024 Chevrolet Blazer จะสนนราคาสำหรับการวางจำหน่ายในประเทศสหรัฐอเมริกา เริ่มต้นที่ 44,995 ดอลลาร์สหรัฐ หรือราวๆ 1,650,000 บาท ในรุ่น LT1 และจะขยับขึ้นเป็น 47,595 ดอลลาร์สหรัฐ หรือราวๆ 1,744,500 บาท ในรุ่น LT2 ตามด้วยราคา 51,995 ดอลลาร์สหรัฐ หรือราวๆ 1,906,000 บาท ในรุ่น RS

ส่วนรุ่นท็อปสุดรหัส SS จะสนนราคาที่ 65,995 ดอลลาร์สหรัฐ หรือราวๆ 2,420,000 บาท

ข้อมูลจาก ,

แบ่งปันเรื่องนี้

Comments

comments